นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในปี พ.ศ. 2546 ผู้นำอาเซียนได้มีการลงนามในปฏิญญาความร่วมมืออาเซียนฉบับที่สอง (Bali Concord II) เพื่อยืนยัน ความมุ่งมั่นที่จะก่อตั้งประชาคมอาเซียน และกำหนดให้มีความร่วมมือกันในสามด้านหลัก อันได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมและวัฒนธรรม ความตกลงนี้เป็นการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมความมั่นคงอาเซียน ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนขึ้น ซึ่งเรียกกันว่าเป็นสามเสาหลักของอาเซียน
และในวันที่ 20 พฤศจิกายน พศ 2550 ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 13 ที่ประเทศสิงคโปร์ ได้มีการลงนามยอมรับกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) และพิมพ์เขียวแผนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Blueprint - AEC) โดยการลงนามในครั้งนี้เป็นการแสดงถึงเจตจำนงของสมาคมประชาชาติอาเซียนที่ต้องการผนึกความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการ เป็นองค์กรระหว่างรัฐที่มีกฎกติกาของตนเองร่วมกัน
กฎบัตรอาเซียนนั้น คือข้อตกลงที่กำหนดกรอบโครงสร้าง วัตถุประสงค์ และหลักการขององค์กรอาเซียน อีกทั้งยังกำหนดถึงวิธีปฏิบัติของเหล่าประเทศสมาชิกและกระบวนการปกครองร่วมกันอีกด้วย ซึ่งกล่าวได้ว่ากฎบัตรอาเซียนนั้นเปรียบเสมือนกับรัฐธรรมนูญที่ใช้ปกครองกลุ่มประเทศสมาชิกอาเชียนนั่นเอง
กฎบัตรอาเซียนนั้น ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยตลาด เป้าหมายที่จะผูกโยงเศรษฐกิจของทุกประเทศเข้าด้วยกันเป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตเดียว มีการตีความแนวเดียวคือการเปิดเสรีให้เป็นตลาดที่มีการแข่งขันแบบเสรี โดยไม่ได้ใส่ใจถึงทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้
เหล่านี้ปรากฎชัดเจนอยู่ในพิมพ์เขียวแผนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่กำหนดเป้าหมายว่า ภายในปี พ.ศ. 2558 อาเซียนจะกลายเป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตเดียว
ความพยายามจะทำให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวนั้นเริ่มมาตั้งแต่ การจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในปี 2535 ซึ่งมีการดำเนินงานตามโครงการลดภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากประเทศอาเซียนด้วยกัน โดยมีเป้าหมายที่จะขจัดภาษีศุลกากรให้หมดไปภายในปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) สำหรับประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศ และภายในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) สำหรับสมาชิกใหม่ 4 ประเทศ คือกัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม รายการสินค้าอ่อนไหวทั้งหมดที่ยกเว้นไว้จะต้องนำมาเข้าโครงการนี้ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018)
แต่การปฏิบัติตามพันธะกรณีในการเปิดตลาดก็เจอภาวะโรคเลื่อนมาโดยตลอด ความพยายามผลักดันกลไกการเปิดเสรีอีกรายการหนึ่ง คือข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี เจ้าพระยา แม่โขง (ACMECs) ในปี 2547 รายการนี้ค่อนข้างได้ผล เห็นได้ชัดเจนคือ ข้าวโพดราคาถูกทะลักทะลายมาจากประเทศเพื่อนบ้านในลุ่มน้ำแม่โขง และลุ่มน้ำอิรวดี สะท้อนให้เห็นภาวะความเปราะบาง ความไม่พร้อม และการขาดกลไกในการทำระบบการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรมระหว่างกันในกลุ่มประเทศอาเซียน
ในการเร่งรัดการหลอมรวมตลาดและฐานการผลิตของประชาคมอาเซียน แผนประชาคมเศรษฐกิจได้เน้น 2 เรื่องเป็นพิเศษ คือ รายการสาขาการผลิตที่จะเร่งลดภาษีนำเข้าเป็นอันดับแรก (Priority Integration Sectors) และอาหาร การเกษตร และ ป่าไม้ ซึ่งภาคการผลิตที่จะลดภาษีนำเข้าเป็นอันดับแรก นั้นมีอยู่ 12 สาขา คือ ผลิตภัณฑ์เกษตร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ประมง ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งทอและเครื่องนุ่มห่ม ผลิตภัณฑ์จากไม้ การเดินทางทางอากาศ สินค้าและบริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-ASEAN) บริการสุขภาพ การท่องเที่ยว และงานพลาธิการ (การจัดการด้านธุรการ)
พอจะคาดเดาได้ว่ากฎบัตร และพิมพ์เขียว จะทำหน้าที่สำคัญในการบังคับดำเนินการตามพันธะกรณีอย่างจริงจัง และเป็นจริง ซึ่งหมายความว่า อาเซียนทุกประเทศจะเปิดให้สามารถเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานที่มีฝีมือข้ามพรมแดนของกันและกันได้อย่างเสรีเต็มที่
นอกเหนือจากการเปิดตลาดเสรีเป็นสรณะแล้ว ในภาวะที่โลกกำลังตื่นตัวกับภาวะความไม่มั่นคงของอาหาร อาเซียนกับความพยายามที่จะตั้ง “ธนาคารอาหารสำรองอาเซียน” นั้นกลับเดินมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ ไปเพิ่มโอกาสในการผูกขาดการกระจายอาหารของภูมิภาค ซึ่งคือสาเหตุที่แท้จริงของความขาดแคลนอาหารของโลกและของภูมิภาคนี้ โดยการสนับสนุนให้บรรษัทเทคโนโลยีการเกษตรทำการผลิตอาหารด้วยการผูกขาดระบบพันธุกรรม เช่น การใช้พันธุ์ลูกผสม และที่เลวร้ายที่สุดคือจีเอ็มโอ
ที่น่าสังเกตอย่างยิ่งคือ ในพิมพ์เขียวเศรษฐกิจ ที่เน้นเรื่องการเปิดเสรี ภาคอาหาร เกษตร และป่าไม้ ไม่ได้กล่าวถึง เกษตรกรรายย่อย ชาวประมงรายย่อย แม้แต่คำเดียว
ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปิดเสรีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีสินค้าเกษตรภายใต้โครงการเก็บเกี่ยวล่วงหน้าไทย-จีน (Early Harvest Program) ที่ส่งผล ในการลดภาษีนำเข้าและอำนวยความสะดวกในการนำเข้าส่งออกได้ส่งผลให้พืชผักนำเข้าจากจีนเข้าสู่ ตลาดไทยได้ดียิ่งขึ้น เฉพาะพืชที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากของถูกจากประเทศจีนมาตีตลาดได้แก่ กระเทียม หอมแดง และหอมหัวใหญ่ ส่วน เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย เอฟทีเอไทย-นิวซีแลนด์ ก็ได้ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกว่า 150,000 คนและผู้เลี้ยงโคเนื้อนับล้านครอบครัวจะสูญเสียอาชีพ ในระยะ 10-20 ปี มีการประกาศแนวนโยบายให้เกษตรกรปรับตัว เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้สู้กับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นเจ้าของความรู้ เจ้าของพันธุ์วัวเนื้อ วัวนมให้ได้ มิฉะนั้นก็ต้องเลิกอาชีพไป เนื่องจากนม เนื้อ ถูกกว่าจากประเทศเหล่านั้นมาตีตลาด เรื่อยมาจนถึงการทำข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในลุ่มน้ำอิรวดี เจ้าพระยา และแม่โขง (ACMECS) ก็ออกฤทธิ์อย่างชัดเจนในปีนี้ที่ข้าวโพดอาหารสัตว์ราคาถูกกว่าจากประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาถล่มตลาดบ้านเรา จนเกิดภาพชาวไร่ข้าวโพดพากันชุมนุมประท้วงปิดถนนไปทุกจังหวัดที่มีการเพาะปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์
มาถึงยุควิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหาร ไล่เรื่อยมาถึงวิกฤตเศรษฐกิจ ทิศทางการพัฒนาที่ยิ่งมุ่งหน้าสู่การเปิดเสรี ยิ่งดูเป็นการเปิดทางให้บริษัทยักษ์ใหญ่ทางการเกษตรในภูมิภาคแสวงหา กอบโกยประโยชน์จากระบบการผลิต และการค้า อาหาร และการเกษตรอีกระลอกใหญ่ เราเริ่มได้ยินข่าวการลงทุนของนักลงทุนขนาดใหญ่มาแสวงหาที่ดินทำนาปลูกข้าว ธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายไปหาที่ดินอุดมสมบูรณ์ในภูมิภาคแม่โขงทำไร่อ้อย สวนยางพาราขนาดใหญ่ การขยายตัวของพืชพลังงาน ไปจนถึงการเพาะเลี้ยงชายฝั่งขนาดใหญ่
การพัฒนาเศรษฐกิจและการค้า ต้องไม่ทำลายวิถีการผลิตวิถีชีวิตของคนแต่ละประเทศ เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาที่จะสร้างความมั่นคงแก่ประชาชนอาเซียนคือ การรักษาอธิปไตยทางอาหารของประชาชน หมายถึง คุ้มครองชุมชนเกษตรกรรายย่อย ในการรักษาฐานทรัพยากรอาหาร ดิน น้ำ ป่า โดยการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบอย่างแท้จริง และการปฏิรูประบบเกษตรกรรมทั้งระบบ บนพื้นฐานของการสร้างความเข้าใจในมิติสังคม วัฒนธรรมของประชาชนอาเซียน ลดการแข่งขันทางการค้า แสวงหาความร่วมมือระหว่างประชาชนเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีอาหารและการเกษตร
[1] ประมวลและเรียบเรียงจากสรุปการประชุมเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเกษตร และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ประเทศไทย โดยคณะทำงานสมัชชาความมั่นคงทางอาหาร