
วิกฤติการณ์ข้าวของโลกซึ่งเกิดขึ้นจากปัญหาสภาพอากาศของประเทศที่ปลูกข้าวรายใหญ่ของโลก เช่น จีน บังคลาเทศ และเวียดนาม รวมทั้งปัญหาราคาอาหารที่มีราคาสูงขึ้นอันเกิดจากความต้องการพืชอาหารเพื่อนำไปใช้เป็นพืชพลังงาน ส่งผลให้ราคาข้าวและราคาสินค้าอาหารในตลาดโลกมีราคาสูงขึ้นเป็น 2 เท่าหรือมากกว่านั้นในอนาคตอันใกล้ สถานการณ์ดังกล่าวเป็นทั้งโอกาสและวิกฤติการณ์สำหรับเกษตรกรและภาคเกษตรกรรมของไทย
วิกฤติการณ์ที่จะเกิดขึ้น หากไม่มีการวางนโยบายที่เหมาะสมนั้นจะเกิดขึ้น ดังนี้
แม้ว่าขณะนี้จะพบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่แคบๆก็ตาม แต่มีโอกาสสูงมากที่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะระบาดรุนแรงนับล้านไร่ ตามวัฎจักรของเกษตรกรรมแบบเคมีซึ่งจะมีการระบาดรุนแรงของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทุกๆ 7-10 ปี
กราฟแสดงการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในประเทศไทย (ล้านไร่)

โดยในอดีตเกิดการระบาดรุนแรงมาแล้ว 3 ครั้ง ในปี 2523 มีพื้นที่การระบาดประมาณ 600,000 ไร่ ปี 2535 มีการระบาดสูงถึง 3.5 ล้านไร่ และปี 2541 มีการระบาดในพื้นที่กว่า 1.8 ล้านไร่ โดยในสถานการณ์ที่ข้าวมีราคาสูงนั้นยิ่งจะทำให้เกิดการระบาดอย่างกว้างขวางเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เพราะแรงจูงใจด้านราคาจะทำให้ชาวนาปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง วงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดไม่ถูกรบกวน ในขณะที่การใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมากจะยิ่งทำให้ข้าวอ่อนแอลง ทำให้เกิดการระบาดที่สร้างความเสียหายเป็นปริมาณกว้าง
เกษตรกรนอกจากจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว หากมีการนำเอาสารเคมีที่มีพิษภัยร้ายแรงเข้ามาใช้เหมือนการระบาดในอดีต จะทำให้เกิดปัญหาผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งสุขภาพของเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมโดยรวมด้วย
ราคาข้าวและสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นนั้นจะเป็นโอกาสของเกษตรกรที่มีที่ดินเป็นของตนเอง แต่เกษตรกรที่ต้องเช่าที่ดินจะได้ประโยชน์น้อย และมีโอกาสสูงที่จะได้รับผลกระทบจากการถูกขับออกจากที่ดินของตนเอง ดังที่ขณะนี้ราคาค่าเช่าที่ดินในบางพื้นที่นั้นเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว จากสถิติเกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกินถึง 811,871 ครอบครัว และมีที่ดินทำกินไม่เพียงพอ ต้องเช่าที่ดินทำกิน จำนวน 1-1.5 ล้านครอบครัว[1]เมื่อราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นจะทำให้เจ้าของที่ดินหันมาลงทุนทำเกษตรกรรมเสียเอง เนื่องจากการทำนาในปัจจุบันโดยเฉพาะในจังหวัดภาคกลาง ชาวนาส่วนใหญ่ทำนาโดยการจ้างไถดิน จ้างฉีดสารเคมีปราบศัตรูพืช และจ้างรถเก็บเกี่ยว เจ้าของที่ดินโดยทั่วไปสามารถเรียนรู้ที่จะทำนาแบบที่เป็นอยู่ได้ไม่ยากนัก ในสถานการณ์ที่ข้าวมีราคาสูง แม้ขึ้นค่าเช่าที่ดินแล้วก็ตาม แต่เจ้าของที่ดินจะมีรายได้จากค่าเช่านาประมาณไม่เกิน 1,000 บาท/ไร่เท่านั้น แต่ถ้าเจ้าของที่ดินทำนาเสียเอง จะได้ค่าตอบแทนเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วสูงถึง 5,000-6,000 บาท/ไร่ สูงกว่าการจ้างคนอื่นทำนา 5-6 เท่าตัว เกษตรกรเป็นจำนวนมากจึงมีแนวโน้มที่จะถูกขับให้ออกจากพื้นที่ทำกินที่ตนเองเคยเช่าใช้ประโยชน์อยู่แต่เดิม
นอกเหนือจากวิกฤติการณ์ในเรื่องที่ดินแล้ว การแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ซึ่งจำเป็นสำหรับการทำการเกษตรจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงด้วย ทั้งจากสาเหตุการขยายพื้นที่เพาะปลูกและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
ข้อเสนอแนะทางนโยบาย
เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน 4 องค์กร ขอเสนอแนะให้รัฐบาลยึดหลักการและแนวนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวนโยบายที่จะมุ่งดำเนินการให้ "ครัวเรือนเกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านอาหาร ส่งเสริมการขยายกระบวนการเรียนรู้ระบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร" โดย "เกษตรกรและชุมชนเป็นผู้กำหนดทิศทางและแนวทางด้วยตนเอง"[3] และ "อนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญแก่การใช้ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสุขภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจระดับประเทศ" [4]
ทั้งนี้โดยมีข้อเสนอระยะสั้นและระยะยาว ดังต่อไปนี้
ข้อเสนอระยะสั้น
1) เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยต้องยุติการแจกจ่ายสารเคมีการเกษตรและปุ๋ยเคมีโดยสิ้นเชิง
ผลจากรายงานวิจัยและประสบการณ์ในอดีต 3 ครั้งที่ผ่านมาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การใช้สารเคมีการเกษตรไม่สามารถควบคุมการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ เนื่องจากสารเคมีจะเข้าไปทำลายแมลงที่มีประโยชน์ในนาข้าว เช่น มวนดูดไข่, มวนจิงโจ้น้ำ , ด้วงเต่า, ด้วงดิน, จิ้งหรีดหนวดยาว,ตั๊กแตนหนวดยาว, แมลงปอเข็ม,แมลงวันตาโต, แมงมุมหลายชนิด และแตนเบียน เป็นต้น ในขณะที่การใส่ปุ๋ยเคมีจะเร่งให้เพลี้ยกระโดดเข้าทำลายเพราะข้าวจะอวบน้ำแต่ไม่แข็งแรง
วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุดคือการปลูกข้าวพันธุ์ต้านทาน ควบคู่กับการใช้สารสกัดจากพืช เช่น สารสกัดจากใบหรือเมล็ดสะเดาฉีดพ่น บำรุงรักษาดินให้อุดมสมบูรณ์และมีภูมิต้านทานโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักจากจุลินทรีย์ที่ได้จากธรรมชาติ และหากเป็นไปได้ไม่ควรปลูกข้าวติดต่อกันโดยไม่พักดินเลย
2) ให้การคุ้มครองชาวนาและผู้เช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524
กลไกและหน่วยงานของรัฐมีบทบาทสำคัญที่จะคุ้มครองผู้เช่านาตามกฎหมายการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 เนื่องจากมีหน่วยงานของรัฐเข้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการค่าเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(คชก.) ทั้งระดับจังหวัด และระดับตำบล มากกว่าสัดส่วนของกลุ่มผู้ให้เช่า และผู้เช่าที่ดิน รัฐบาลจึงสามารถใช้กลไกภายใต้กฎหมายดังกล่าวคุ้มครองสิทธิของชาวนาไว้ระดับหนึ่ง เช่นในมาตรา 26 นั้น กำหนดให้การเช่านามีวาระคราวละไม่น้อยกว่าหกปี การเช่านารายใดที่ทำไว้โดยไม่มีกำหนดเวลา หรือมีแต่ต่ำกว่าหกปี ให้ถือว่าการเช่านารายนั้นมีกำหนดเวลาหกปี และแม้เมื่อสิ้นระยะเวลาการเช่า แต่ถ้าผู้ให้เช่านามิได้บอกเลิกการให้เช่านาและผู้เช่านายังคงทำนาในที่นานั้นต่อไป ให้ถือว่าได้มีการเช่านานั้นต่อไปอีกคราวละหกปี และในกรณีที่ผู้ให้เช่านามีสิทธิที่จะยกเลิกการให้เช่าโดยแจ้งการยกเลิกก่อนล่วงหน้าหนึ่งปี แต่คกช.ตำบล[5] สามารถจะวินิจฉัยให้ยับยั้งการบอกเลิกการเช่านาสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสองปี เป็นต้น
ข้อเสนอระยะยาว
1) ผลักดันให้มีการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้มีผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง
การแก้ปัญหาเกษตรกรรมที่มีผลอย่างยั่งยืนไม่อาจละเลยการปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมได้ รัฐบาลรวมทั้งพรรคการเมืองที่คำนึงถึงการแก้ปัญหาของชนบทและในภาคเกษตรอย่างแท้จริง ต้องผลักดันให้มีการปฏิรูปที่ดินเพื่อจัดสรรให้เกษตรกรที่ดินกว่า 800,000 คนมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เกษตรกรทั่วประเทศที่ไร้ที่ดินทำกินต้องรวมตัวกันเพื่อเคลื่อนไหวให้เกิดการปฎิรูปที่ดินเพราะประสบการณ์ในอดีตชี้ว่านโยบายการปฏิรูปที่ดินที่รัฐบาลดำเนินการนั้น ไม่อาจสำเร็จได้หากเกษตรกรขาดการจัดตั้งและปราศจากพลังการต่อรองทางการเมือง
การจัดรูปที่ดิน การจัดการชลประทานตามข้อเสนอของบรรษัทการเกษตรยักษ์ใหญ่โดยใช้งบประมาณแผ่นดินหลายแสนล้านบาท โดยที่ไม่แตะต้องการปฏิรูปที่ดินนั้น ไม่ก่อประโยชน์ต่อเกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกิน แต่จะเอื้อประโยชน์ให้กับเจ้าของที่ดินรายใหญ่และบรรษัทการเกษตรยักษ์ใหญ่ในระยะยาว
การผลักดันให้มีการปฏิรูปที่ดินควรเป็นภารกิจของคนชั้นกลางและกลุ่มธุรกิจที่ต้องการเห็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ก้าวหน้าและมั่นคงด้วย ทั้งนี้เนื่องจากรากฐานความอ่อนแอของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและปัญหาทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น เกิดขึ้นจากรากฐานของการละเลยชนบทและการละเลยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั่นเอง
2) ปฏิรูประบบเกษตรกรรมโดยยึดแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืนที่คำนึงถึงความมั่นคงทางอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ และการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรรายย่อย
ประเทศไทยต้องกำหนดพื้นที่การทำนาและการผลิตพืชอาหารในสัดส่วนที่มากกว่าพืชเพื่อพลังงานและอุตสาหกรรม ความเข้มแข็งและความมั่นคงทางอาหารของประเทศมีรากฐานมาจากเกษตรรายย่อยที่ปลูกพืชอาหาร การที่ประเทศอื่นๆหันไปผลิตพืชเพื่อพลังงานมากขึ้น เป็นสาเหตุประการสำคัญที่ทำให้เกษตรกรที่ผลิตอาหารได้รับราคาที่เป็นธรรมมากกว่าในอดีต รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องให้ข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อให้เกษตรกรตัดสินใจอนาคตการทำการเกษตรของตนเอง โดยไม่เป็นเหยื่อการโฆษณาของบรรษัทที่ต้องการเห็นเกษตรกรวัตถุดิบราคาถูกสำหรับอุตสาหกรรมของตน
สนับสนุนให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรที่เกษตรกรสามารถควบคุมได้ ไม่ตกอยู่ภายใต้การผูกขาดของบรรษัท รัฐบาลต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ปราชญ์ชาวบ้าน องค์กรของเกษตรกร และองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรมีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร เช่น ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ปราชญ์ชาวบ้าน เครือข่ายของเกษตรกร และองค์กรภาคประชาชนได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ข้าว ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาสารสกัดจากพืชเพื่อควบคุมแมลง ส่งเสริมน้ำหมักชีวภาพและคัดเลือกจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าเทคโนโลยีที่ส่งเสริมโดยบรรษัท และสถาบันวิจัยการเกษตรระหว่างประเทศเสียอีก ขณะนี้ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมดังกล่าวได้แพร่ขยายไประดับหนึ่งแม้ว่าจะไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐ ก็ตาม
3) จัดประชุมวาระแห่งชาติว่าด้วยการปฏิรูปฐานทรัพยากร เกษตรกรรม และความมั่นคงทางอาหาร
สนับสนุนให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ ทั้งนี้โดยการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่ม เช่น เกษตรกรไร้ที่ดินทำกิน เกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินเป็นของตนเอง เกษตรกรรายใหญ่ อุตสาหกรรมการเกษตร องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ทั้งระยะใกล้และระยะยาวของประเทศ
| Attachment | Size |
|---|---|
| 66 KB |